RSI และ MACD - อินดิเคเตอร์วัดแรงราคาและ Divergence
RSI วัดแรงของราคา มีค่า 0-100 สูงกว่า 70 เรียกว่าซื้อมากเกิน (overbought) ต่ำกว่า 30 เรียกว่าขายมากเกิน (oversold) MACD บอกทั้งทิศทางและแรงด้วยเส้น MACD กับเส้น Signal ทั้งสองเป็นเครื่องมือยืนยัน ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายเดี่ยวๆ
RSI (Relative Strength Index)
RSI วัดว่าในช่วงที่ผ่านมา (ค่ามาตรฐาน 14 แท่ง) ราคาขึ้นแรงกว่าลงมากแค่ไหน มีค่าระหว่าง 0 ถึง 100:
| ค่า RSI | ความหมาย |
|---|---|
| สูงกว่า 70 | ซื้อมากเกิน (overbought) แรงขึ้นอาจใกล้หมด |
| 50 | กลาง แรงซื้อและแรงขายใกล้เคียงกัน |
| ต่ำกว่า 30 | ขายมากเกิน (oversold) แรงลงอาจใกล้หมด |
วิธีใช้ RSI ให้ถูก
- ใช้ตามเทรนด์: ขาขึ้น รอ RSI ย่อลงมาแถว 40-50 แล้วเด้งขึ้น เป็นจังหวะ Buy ขาลง รอ RSI เด้งขึ้นไปแถว 50-60 แล้วกลับลง เป็นจังหวะ Sell
- อย่าสวนเทรนด์ เพียงเพราะ RSI เกิน 70 หรือต่ำกว่า 30
- ใช้ร่วมกับ แนวรับแนวต้าน เสมอ
MACD
MACD สร้างจาก EMA 12 ลบ EMA 26 (เส้น MACD) และ EMA 9 ของเส้น MACD (เส้น Signal) ค่ามาตรฐานจึงเขียนว่า 12, 26, 9
- เส้น MACD ตัด ขึ้น เหนือเส้น Signal → แรงขึ้นเพิ่ม
- เส้น MACD ตัด ลง ใต้เส้น Signal → แรงลงเพิ่ม
- Histogram (แท่ง) ใหญ่ขึ้น = แรงเพิ่ม เล็กลง = แรงลด
- เส้นอยู่ เหนือ 0 = ภาพรวมขาขึ้น ใต้ 0 = ขาลง
เพราะ MACD สร้างจาก Moving Average สัญญาณจึงมาช้าเช่นกัน
Divergence - สัญญาณเตือนที่มีประโยชน์ที่สุด
- Bearish divergence: ราคาทำ จุดสูงใหม่ แต่ RSI ทำจุดสูง ต่ำกว่าเดิม → แรงขึ้นอ่อนลง
- Bullish divergence: ราคาทำ จุดต่ำใหม่ แต่ RSI ทำจุดต่ำ สูงกว่าเดิม → แรงลงอ่อนลง
Divergence บอกว่า "ระวัง" ไม่ใช่ "กลับตัวแล้ว" รอให้มีแท่งเทียนกลับตัว หรือราคาทะลุโครงสร้างก่อน
ข้อควรจำ
- อินดิเคเตอร์ทุกตัวคำนวณจากราคา ราคาจึงสำคัญที่สุด
- ใช้ 1-2 ตัวก็พอ ใส่เยอะเกินจะได้สัญญาณขัดกันเอง
- ลองใน บัญชีทดลอง อย่างน้อย 30 ออเดอร์ ก่อนใช้เงินจริง
ถาม-ตอบท้ายบท
RSI เกิน 70 ต้อง Sell เลยไหม?
ไม่จำเป็น ในขาขึ้นแรงๆ RSI อาจอยู่เหนือ 70 ได้นาน การ Sell สวนเทรนด์เพียงเพราะ RSI สูง เป็นสาเหตุที่ทำให้มือใหม่เสียเงินบ่อย
Divergence คืออะไร?
คือตอนที่ราคาทำจุดสูงใหม่ แต่ RSI หรือ MACD ไม่ทำจุดสูงใหม่ตาม เป็นสัญญาณเตือนว่าแรงของเทรนด์เริ่มหมด แต่ยังต้องรอแท่งเทียนยืนยัน